การซื้อที่โดนบังคับ

     เมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว เกิดการย้ายทีมที่เป็นดีลช็อคโลกหลายราย แต่รายที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นดีลของเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยอมเจียดเงิน 222 ล้านยูโรจ่ายให้กับบาร์เซโลน่า เพื่อฉีกสัญญาคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งกลายเป็นการย้ายทีมที่เป็นสถิติโลกมาจนถึงตอนนี้ และการย้ายทีมครั้งนั้นทำให้ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ของสเปนเสียหน้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถยับยั้งการย้ายทีมได้เลย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องโทษตัวเองด้วย ที่ตั้งค่าตัวในการฉีกสัญญากับนักเตะระดับโลกอย่างนั้นประมาทเกินไป

ถึงแม้ว่าบาร์เซโลน่าจะได้เงินก้อนโตมาจากการขายเนย์มาร์ก็ตาม แต่ด้วยการไม่ได้คาดคิดที่จะขายนักเตะคนสำคัญออกจากทีมมาก่อน ทำให้พวกเขาไม่ได้มีนักเตะตัวแทนที่เขาหมายปองว่าจะซื้อตัวเข้ามาแทนที่ บวกกับตอนย้ายทีมของเนย์มาร์ก็คือช่วงต้นเดือนสิงหาคมแล้ว ทำให้ช่วงนั้นบาร์เซโลน่าต้องเร่งหาตัวแทนเข้ามาแทนที่ เพื่อมาสวมเสื้อหมายเลข 11 ที่ถูกพรากตัวไป รวมถึงแฟนบอลก็เริ่มกดดันจากการเสียดาวเตะคนดังไปด้วย ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจไปดึงอุสมาน เดมเบเล่ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์มาร่วมทีมแทน ด้วยค่าตัวถึง 105 ยูโร และบวกค่าความสำเร็จต่างๆ อีก 40 ล้านยูโร เบ็ดเสร็จรวมดีลทั้งหมดเกือบ 150 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าราคาแพงเกินจริงอย่างมาก หากวัดจากการฟอร์มการเล่นที่มาฉายแววได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีวัยเพียง 20 ปีในตอนนั้นก็ตาม และยังมีโอกาสพัฒนาอีกมาก แต่ด้วยสถานการณ์ที่บังคับ ทำให้บาร์เซโลน่าไม่มีทางเลือก เนื่องจากเวลาล่วงเลยไปจนใกล้จะปิดตลาดนักเตะช่วงหน้าร้อนแล้วด้วย

หากมองกันจริงๆ สไตล์การเล่นของอุสมาน เดมเบเล่ ถือว่าไม่ตรงสเป็กกับทีมอย่างบาร์เซโลน่าเลย และตำแหน่งที่ดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ถนัดคือตัวรุกริมเส้นฝั่งขวา ส่วนเนย์มาร์จะยืนเป็นตัวริมเส้นทางฝั่งซ้ายตลอด ส่วนฝั่งขวาเป็นตำแหน่งที่ลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะคนสำคัญของทีมปักหลักลงเล่นเป็นประจำอยู่แล้ว และเขาถนัดในการลากเลื้อย และจะมีประโยชน์ในพื้นที่ว่างมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ทีมที่พบกับบาร์เซโลน่ามักจะลงไปเล่นเกมรับลึก และไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ลากเลื้อย ทำให้การเล่นของเดมเบเล่ไม่ค่อยสร้างประโยชน์ให้กับทีมเท่าไหร่ และมีโอกาสสูงที่จะโดนขายออกจากทีมในเร็วๆ นี้ด้วย หากมีข้อเสนอจากทีมอื่นยื่นเข้ามา